บริการสืบค้น

Custom Search

PostHeaderIcon วัดสุวรรณดาราราม

อยู่ในเขตพระนครด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมือง เหนือบริเวณป้อมเพชร สามารถใช้เส้นทางเดียวกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม แต่พอถึงสามแยกให้เลี้ยวขวาแล้วตรงไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นป้ายทางเข้าวัดอยู่ทางด้านขวามือ  วัดนี้เดิมชื่อว่า “วัดทอง” เป็นวัดที่พระบรมมหาชนกของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสร้างไว้ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นครองราชย์ จึงโปรดเกล้าฯให้สถาปนาวัดทองขึ้นใหม่และพระราชนามว่า“วัดสุวรรณดาราราม” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ตามพระนามเดิมของทั้งสองพระองค์ คือ “ทองดี” และ “ดาวเรือง”
วัดแห่งนี้มีสิ่งต่างๆ ที่น่าชมไม่ว่าจะเป็นพระอุโบสถซึ่งยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย คือ ทำส่วนฐานโค้งอ่อนลงตรงกลางคล้ายปากเรือสำเภา หน้าบันอุโบสถสลักลายเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเทพชุมนุมที่ผนังอุโบสถตอนบน ตอนล่างเขียนเรื่องเวสสันดรชาดก เตมีย์ชาดกและสุวรรณสามชาดก ผนังด้านหน้าพระประธานเขียนภาพมารวิชัย มีแม่พระธรณีบีบมวยผมอยู่ตรงกลาง ส่วนพระประธานในพระอุโบสถรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้จำลองขยายส่วนจากพระแก้วมรกต นอกจากนั้นภายในพระวิหารมีลักษณะรูปแบบฐานเป็นเส้นตรง ไม่ใช้ฐานอ่อนโค้งตามรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา บัวหัวเสามีลักษณะเป็นบัวกลีบยาวหรือบัวแวง พระวิหารสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 ภายในพระวิหารมีภาพเขียนสีในสมัยรัชกาลที่ 7 แสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถี นับเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่มีฝีมือยอดเยี่ยมงดงามมาก  กรมศิลปากรได้ถ่ายแบบภาพเขียนนี้ไปไว้ที่อนุสรณ์ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี
บริเวณหน้าพระอุโบสถจะเห็น แท่นพระศรีมหาโพธิ์ ลักษณะเป็นแท่นฐานบัวคว่ำและบัวหงาย ประดิษฐานต้นพระศรีมหาโพธิ์ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้นำหน่อโพธิ์มาจากประเทศอินเดีย ไม่ไกลกันนั้นมี หอระฆัง ลักษณะแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก ก่ออิฐถือปูน มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมสองชั้น ชั้นล่างเจาะประตูเป็นรูปโค้งแหลม  ชั้นบนเป็นส่วนของหอระฆัง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 พร้อมกับการปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่



วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร อยู่ในเขตพระนครด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมือง
เป็นวัดที่เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจมาดูภาพจิตรกรรมที่ฝาผนังในวิหาร ซึ่งเป็นภาพเขียนสีน้ำมัน
ฝีมือของ มหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตร เป็นภาพ เรื่องพระราชพงศาวดาร
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นภาพเขียนที่มีความเหมือนจริงมีใบหน้า ร่างกายกล้ามเนื้อ
และสัดส่วนต่างตามสรีระของบุคคลจริง อันมีอิทธิพลมาจากตะวันตกและได้นำมาประยุกต์ใช้
ในจิตรกรรมไทย ซึ่งเชื่อว่าเป็นจิตรกรรมสีน้ำมันบนฝาผนังปูนแห่งแรกในประเทศไทย

ประวัติ
วัดสุวรรณดาราราม ตั้งอยู่ภายในกำแพงกรุงศรีอยุธยาทางทิศใต้ ริมป้อม เพชรตำบลหอรัตไชย
อำเภอพระนครศรีอยุธยา บิดาของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้สร้าง “วัดทอง”
ขึ้นใกล้กับบริเวณนิวาสถานเดิม

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2310 พม่าได้ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาแตก วัดทองก็ถูกพม่าทำลาย
กลายเป็นวัดร้างมานานถึง 18 ปี

ครั้นใน พ.ศ.2325 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษก
และสร้างกรุงเทพมหานครเป็นราชธานีแล้ว ต่อมาใน พ.ศ.2328 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ
ให้ปฏิสังขรณ์วัดทองที่ถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่กรุงแตกใหม่ทั้งอาราม ในการปฏิสังขรณ์
และการก่อสร้างครั้งนี้ กรมพระราชวังบวรมหาสุร สิงหนาท พระอนุชาได้ทรงร่วมปฏิสังขรณ์
และก่อสร้างพระอุโบสถ พระเจดีย์ และหมู่กุฏิทั้งหมดด้วย เมื่อการบูรณะปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ
พระองค์ได้พระราชทานนามใหม่ตามชื่อของพระราชบิดา(ทองดี)และพระราชมารดา(ดาวเรือง)
ว่า “วัดสุวรรณดาราราม”

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จสวรรคต พระมหากษัตริย์
รัชกาลต่อมาแห่งราชวงค์จักรี ได้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดนี้ต่อมาเป็นลำดับ มีการก่อสร้างพระวิหาร
เจดีย์ กำแพงแก้ว และปูชนียสถานอื่นๆภายในพระอารามแห่งนี้ นับได้ว่าวัดสุวรรณดารา
เป็นพระอารามแห่งราชวงศ์จักรีโดยแท้ และเป็นวัดที่สวยงามมีสง่าน่าชมยิ่งนัก

จุดหน้าสนใจ

พระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่นี้ สิ่งที่สวยงามสะดุดตาก็คือ หลังคาพระอุโบสถประดับช่อฟ้า
ใบระกา หางหงส์ หน้าบันทำด้วยไม้สัก แกะสลักลายกนกเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ปิดทอง
ประดับกระจกตลอด เฉพาะคันทวยที่ประดับรับเชิงชายคาพระอุโบสถทุกตัว ได้แกะสลักเป็นราย
นกพันรอบทวย ลวดลายอ่อนช้อยงดงามยิ่งนักรูปทรงพระอุโบสถภายนอกเป็นรูปทรงเรือสำเภา
ซึ่งนับเป็นศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ที่ยังเหลือไว้ให้ได้ศึกษา

ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระประธานซึ่งจะลองขยายส่วนจาก
พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรพระแก้วมรกต (พระแก้วมรกต) วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
รูปทรงงดงาม ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบเหนือพระรัตน
บัลลังก์ที่ประดับกระจกสีด้านซ้าย และขวาเป้นที่ประดิษฐานนพดลมหาเศวตรฉัตร
เพดานพระอุโบสถเป็นไม้จำหลักลายดวงดาราบนพื้นสีแดง ลงรักปิดทองประดับกระจก
ตรงกลางเป็นดาวประธาน ล้อมรอบด้วยดาวบริวาร 12 ดวง ภายในกรอบย่อมุมไม้สิบสอง

วิหารมีลักษณะเป็นอาคารเครื่องก่อ ด้านหลังมีเจดีย์ใหญ่ โครงสร้างพระวิหารเหมือนกับอุโบสถ
แต่ไม่มีคันทวย และหน้าบันเป็นรูปช้างเอราวัณยืนแท่น ทูนแว่นฟ้า บนพานมีฉัตร 5 ชั้น
ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปโลหะลงรักปิดทอง มีเรือนแก้วแบบเรือนแก้ว
พระพุทธชินราช แต่เป็นจำหลักเขียนสีปิดทอง

สิ่งสำคัญภายในวัดซึ่งถือว่ามีคุณค่าควรแก่การดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี นั้นก็คือ
ภาพจิตรกรรมฝาฝนังในพระอุโบสถ และพระวิหาร โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมในพระอุโบสถ
ซึ่งมีอายุกว่า 200 ปี โดยได้รับความอุปถัมภ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตอนต้น
รัตนโกสินทร์ ซึ่งเขียนเรื่องพุทธประวัติ ไตรภูมิ ทศชาติชาดก การลำดับภาพ
คือฝาผนังด้านข้างแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนบนเหนือขอบหน้าต่าง เขียนภาพเทพชุมนุม 2 ชั้น
ชั้นละ 16 องค์ ชั้นบนเป็นรูปเทพ ชั้นล่างเป็นรูปเทพและยักษ์ซึ่งเทพชั้นนี้ถือเป็นเทพชั้นต่ำสุด
เทพทุกพระองค์พนมมือหันหน้าไปทางองค์พระประธาน

ภาพส่วนล่าง ที่ห้องภาพระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพเรื่องทศชาติชาดก
ส่วนฝาผนังด้านหน้าเป็นภาพพุทธประวัติ ตอนมารวิชัย มีขนาดใหญ่เต็มผนัง
และด้านหลังเป็นภาพเรื่องไตรภูมิ


ภาพเขียนเรื่องเกี่ยวกับพระราชพงศาวดารสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แสดงเรื่องตั้งแต่เมื่อ
เสียกรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. 2112 ตั้งแต่ตอนที่พระนเรศวรไปเป็นองค์จำนำอยู่ที่เมืองหงสาวดี
ประเทศพม่า มีภาพตอนพระองค์ทรงเล่นตีไก่กับมังสามเกลียด ภาพฝาผนังหนังด้านหน้า
เป็นภาพใหญ่เต็มฝาผนังแสดงเรื่องตอน สมเด็จพระนเรศวรทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราช

การเดินทาง
หากเดินทางมาจากรุงเทพโดยใช้ถนนสายเอเชีย(ทางหลวงหมายเลข 32)เลี้ยวซ้าย
ตรงสี่แยกเข้าอยุธยา พอข้ามสะพานนเรศวร ให้เลี้ยวซ้ายเลย จะเห็นป้ายทางเข้าวัด

PostHeaderIcon วัดหน้าพระเมรุ

 พระองค์อินทร์ ในราชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างวัดหน้าพระเมรุเพื่อ พ.ศ.2046 เดิมชื่อวักเมรุราชิการาม อยู่ริมสระบัว ตรงข้ามพระราชวังหลวง ครั้งแผ่นดินพระมหาจักพรรดิ์ได้ทรงตั้งพลับพลาระหว่างวัดหน้าพระัเมรุและวัดหัสดาวาสที่ทำสัญญาสงวนสงบศึกรบ ระหว่างพระเจ้าบุเรงนอง สถาปัตยกรรมของวัดอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้น พระอุโบสถไม่มี หน้าต่างแต่ละช่องไว้เป็นลูกกรง พระประธานเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ทรงเครื่องปรางคมารวิชัย งดงาทเป็นที่ยิ่ง หน้าบันไม้สักลงรักปิด ทองสลักรุปพระนารายณ์ทรงครุฑ หยุดเศียรนาคหน้าราหูล้อมรอบด้วยหมู่เทพ 26 พระองค์ ตรงอาสนสงฆ์เป็นกาพย์สุภาพและกาพยืยานี วัดหน้าพระเมรุได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยุ่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ตั้งอยู่ริมคลองสระบัวด้านทิศเหนือของคูเมือง (เดิมเป็นแม่น้ำลพบุรี)  ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น พุทธศักราช 2046 มีชื่อเดิมว่า “วัดพระเมรุราชิการาม” ที่ตั้งของวัดนี้เดิมคงเป็นสถานที่สำหรับสร้างพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งสมัยอยุธยาตอนต้นต่อมาจึงได้สร้างวัดขึ้น มีตำนานเล่าว่าพระองค์อินทร์ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างวัดนี้เมื่อ พ.ศ. 2046  วัดนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเมื่อครั้งทำศึกกับพระเจ้าบุเรงนองได้มีการทำสัญญาสงบศึกเมื่อ พ.ศ. 2106ได้สร้างพลับพลาที่ประทับขึ้นระหว่างวัดหน้าพระเมรุกับวัดหัสดาวาส 

PostHeaderIcon วัดสมณโกฏฐาราม

วัดสมณโกฏฐาราม ปัจจุบันเป็นวัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิยกาย ตั้งอยู่นอกเกาะเมืองทางทิศตะวันออก ในเขตตำบลไผ่ลิง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดสมณโกฏฐารามนี้ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่จากหลักฐานประเภทเอกสารและโบราณวัตถุโบราณสถานที่ยังคงเหลืออยู่ พอจะประเมินได้ว่าวัดสมณโกฏฐารามมีมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์หลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา จากหลักฐานประเภทเอกสารที่กล่าวถึงสมณโกฏฐารามทำให้พอจะประมวลเป็นประวัติความเป็นมาของวัดได้ ดังนี้ พงศาวดารเหนือ ระบุว่าวัดสมณโกฏฐารามสร้างก่อนการตั้งอยุธยา ดังปรากกฏในเรื่อง “พระบรมราชา” ซึ่ง นายมานิต วัลลิโภดม สอบเทียบศักราชว่าครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๑๘๕๓ - ๑๘๘๗ เป็นพระบิดาของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ อู่ทอง พระบรมราชาในพงศาวดารเหนือพระองค์นี้ได้เสด็จออกทรงผนวชเมื่อวันพุธ เดือน ๖ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีฉลู ฉศก ณ วัดสมโณโกฏิ โดย “พระสังฆราชาเป็นอุปัชฌาย์ มหาเทพโมฬีเป็นกรรมวาจา มหาธรรมไตรโลกวัดสุทธา เป็นอนุสาวนะ ชุมนุมพระสงฆเจ้า ๑๐๐ พระองค์ นั่งหัตถบาศอุปสมบทเจ้าบรมราชาเป็นภิกษุแลพระสงฆเจ้าทั้งหลายก็ออกบวชใหม่ โดยประมาณมากกว่า ๑๐๐ สมเด็จพระบรมราชาค่อยเจริญเมตตาภาวนา 

ณ วัดสมโณโกฏิ แลพระมหาเทพโมฬีถวายอารามวัดสมโณโกฏิแก่พระองค์เจ้าแล้ว ก็ลาขึ้นมาอยู่ในอาราม วัดป่าหลวงนอกเเมืองชลอน ตราบเท่าสิ้นชนมายุพระองค์ในอารามที่นั้นแล” อย่างไรก็ตาม พงศาวดารเหนือเป็นเอกสารที่นักประวัติศาสตร์ประเมินว่ามีความคลาดเคลื่อนมาก ดังนั้น “พระบรมราชา” พระองค์นี้อาจเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ เจ้าสามพระยา กษัตริย์พระองค์ที่ ๗ ของกรุงศรีอยุธยา (ครองราชย์ พ.ศ. ๑๙๖๗ – ๑๙๙๑) ก็ได้ เพราะพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาระบุว่า พระองค์ทรงสร้างวัดมเหยงคณ์ เมื่อ พ.ศ. ๑๙๖๗ ซึ่งวัด มเหยงคณ์เป็นวัดใหญ่อยู่ใกล้กับวัดสมณโกฏฐารามและยังมีสถูปเจดีย์บางองค์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันด้วย เหตุการณ์ที่ “พระบรมราชา” ทรงผนวชที่วัดนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า ขณะนั้นวัดสมณโกฏฐารามจะต้องเป็นพระอารามหลวงขนาดใหญ่ และวัดสมณโกฏฐารามก็คงจะคงความเป็นพระอารามหลวงสำคัญสืบมาตลอดยุคสมัยของกรุงศรีอยุธยา ดังหลักฐานที่กล่าวถึงวัดนี้ในชั้นหลังต่อๆ มา คือ จดหมายเหตุแกมป์เฟอร์ ซึ่งหมอแกมป์เฟอร์ ได้พรรณนาถึงของประหลาดควรรู้อย่างยิ่ง ๒ ประการ คือ พระเจดีย์ภูเขาทอง และวัดพระยาพระคลัง วัดพระยาพระคลัง ที่หมอ แกมป์เฟอร์ว่าอยู่ทางตะวันออกจากเกาะเมืองนั้น ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างบนพื้นที่สี่เหลี่ยมคู่หนึ่ง มีคลองกั้นกลาง พื้นที่ส่วนซ้ายมือมีสิ่งก่อสร้างตรงกับโบสถ์ เจดีย์ เนินปรางค์ และวิหารที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน แต่พื้นที่ส่วนขวามือซึ่งหมอแกมป์เฟอร์ให้ความสำคัญ พรรณนาไว้ค่อนข้างละเอียดนั้น  
ปัจจุบันไม่มีสิ่ง ก่อสร้างใดๆ หลงเหลืออยู่ในบริเวณนี้เลย ดังนั้นวัดพระยาพระคลังที่หมอแกมป์เฟอร์ระบุไว้ในแผนที่อาจหมายถึงวัดสมณโกฏฐารามก็เป็นได้ หนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ เมื่อกล่าวถึงพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชครั้งทรงพระเยาว์ได้อ้างตามจดหมายเหตุของพระอาจารย์ทองดีวัดโกษาวาส ว่า เมื่อนายสินเจริญวัยได้ ๙ ขวบ เจ้าพระยาจักรีได้นำไปฝากไว้ในสำนักพระอาจารย์ทองดีมหาเถระ ณ วัดโกษาวาส นัยหนึ่งว่าวัดคลัง เขียนหนังสือขอมไทยและคัมภีร์พระไตรปิกฎ และเมื่ออายุ ๒๑ ปี เจ้าพระยาจักรีก็ประกอบการอุปสมบทนายสินเป็นพระภิกษุ อยู่ในสำนักอาจารย์ทองดี ณ วัดโกษาวาส ได้ ๓ พรรษา ก็ลาสิกขาบทออกมารับราชการดังเดิม ชื่อวัดและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องจากจดหมายเหตุแกมป์เฟอร์และหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษรวมทั้งลักษณะภูมิสถาปัตยกรรมที่คงเหลืออยู่ในปัจจุบัน เป็นหลักฐานยืนยันประวัติความเป็นมาของวัดสณโกฏฐารามที่เล่าสืบต่อกันมาว่า เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) และเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) สองเจ้าพระยาพระคลัง ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้หลังจากกลับจากตีเมืองเชียงใหม่ แต่ประวัติบอกเล่าที่ว่าเนินปรางค์หลังวิหารเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระศพเจ้าแม่วัดดุสิต มารดาของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) และเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ซึ่งเป็นพระนมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นคงไม่ถูกต้อง เพราะจดหมายเหตุแกมป์เฟอร์พรรณนาถึงงานศพมารดา ของพระยาพระคลังผู้เป็นอัครมหาเสนาบดีของประเทศสยามและเป็นผู้ว่าการต่างประเทศว่า ที่ปลงศพอยู่ตรงหว่างสาขาแม่น้ำตรงข้ามกับตัวเมือง 
ลักษณะภูมิประเทศเช่นนี้หาใช่ที่ตั้งของวัดสมณโกฏฐารามไม่ น่าจะเป็นวัดดุสิดารามมากกว่า และจากภาพวาดของหมอแกมป์เฟอร์ ขณะนั้นก็มีองค์ปรางค์อยู่แล้ว หากเนินปรางค์นี้จะเป็นสิ่งอนุสรณ์ถึงเจ้าแม่วัดดุสิต ก็อาจจะเป็นเพราะได้มีผู้บูรณปฏิสังขรณ์องค์ปรางค์ พร้อมทั้งสร้างเจดีย์รายทั้ง ๔ มุม อุทิศเป็นอนุสรณ์แด่เจ้าแม่วัดดุสิตภายหลังงานพระราชทานเพลิงแล้ว และสมัยศิลปะของปรางค์และเจดีย์รายก็เป็นยุคอยุธยาตอนปลาย ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป คำให้การขุนหลวงหาวัด เป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันฐานะความเป็นพระอารามหลวงของวัดสมณโกฏฐาราม ดังปรากฏชื่อวัดนี้ในคำให้การตอนทำเนียบวัด (พระอารามหลวง) ในกรุงศรีอยุธยา มีชื่อ วัดจโมรกุฏ อยู่ในอันดับที่ ๑๗ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพประทานคำอธิบายไว้ในวงเล็บท้ายชื่อว่า วัดสมณะโกฎิ หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าใน พ.ศ. ๒๓๑๐ แล้ว วัดสมณโกฏฐารามมีสภาพเป็นวัดร้าง จน พ.ศ. ๒๕๐๒ พระอาจารย์เจริญได้รับนิมนต์มาเป็นผู้ดำเนินการปฏิสังขรณ์วัด ในชั้นแรกได้ใช้โบสถ์ซึ่งอยู่ในสภาพรกร้างเป็นที่พำนักก่อน ประชาชนย่านใกล้เคียงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์วัดขึ้นอีกครั้ง จนวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๐ ทางราชการได้ประกาศยกสภาพวัดจากวัดร้างเป็นวัดมีพระสงฆ์ เปลี่ยนชื่อวัดจาก วัดสมณโกษ เป็น วัดสมณโกฏฐาราม มีเขตวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร สิ่งสำคัญภายในวัด จากการสำรวจทางโบราณคดีสภาพทั่วไปและลักษณะผังของวัดสมณโกฏฐารามพบว่า ลักษณะแผนผังของวัดตั้งในแนวแกนตะวันออก – ตะวันตก โดยมีเจดีย์ทางปรางค์เป็นประธานของวัด ล้อมรอบด้วยระเบียงคด ภายในระเบียงคดมีเจดีย์รายที่มุมทั้งสี่ของปรางค์ มีวิหารตั้งอยู่ด้านหน้าทางทิศตะวันออก มีพระประธานขนาดใหญ่ประดิษฐานภายในวิหาร ที่ท้ายวิหารเชื่อมต่อกับระเบียงคด อุโบสถตั้งอยู่ด้านหลังปรางค์ประธานทางด้านทิศตะวันตก โดยอุโบสถหันหน้าไปทางทิศตะว้นตก ส่วนเจดีย์ทรงระฆังตั้งอยู่ระหว่างปรางค์ประธานและอุโบสถ ลักษณะแผนผังของวัดในสมัยแรกคงจะถูกล้อมรอบด้วยคลองในชั้นนอก และมีกำแพงวัดเป็นสิ่งกำหนดขอบเขตของโบราณสถานชั้นใน มีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญภายในวัด ดังนี้ วิหาร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของปรางค์ประธาน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีความกว้าง ๑๔ เมตร ส่วนความยาวจบชิดขอบถนนทางทิศตะวันออก ประมาณ ๓๘ เมตร แต่ขอบเขตความยาวของวิหารยังไม่แน่ชัด เนื่องจากติดถนนที่ตัดผ่านหน้าวัด วิหารนี้เป็นอาคารขนาด ๙ ห้องเสา ฐานวิหารเป็นชุดฐานปัทม์ ผนังและพะไลของวิหารมีความกว้างอย่างละ ๑.๕๐ เมตร รวม ๓ เมตร ผลจากการขุดแต่งไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับแนวเสารับหลังคาบนพะไล แต่สันนิษฐานว่าน่าจะมีเสารับหลังคาบนพะไล เนื่องจากในหนังสือจดหมายเหตุแกมป์เฟอร์ ซึ่งเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาระบุไว้ประกอบกับตัววิหารเป็นอาคารขนาดใหญ่ และมีความสูงเมื่อเทียบสัดส่วนทางสถาปัตยกรรมจึงน่าจะมีเสารองรับชายคา บนพื้นวิหารพบแนวเสากลมสองแถว เส้นผ้าศูนย์กลาง ๑ เมตร ระยะห่างระหว่างเสา ๒.๕๐ เมตร แนวเสาที่พบส่วนใหญ่มีสภาพพังทลายจนเกือบหมด มีความสูงเฉลี่ยประมาณ ๑ เมตร พื้นภายในวิหารเป็นพื้นปูอิฐขนาดใหญ่ รองรับพื้นปูกระเบื้องดินเผาสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่ฐานชุกชีประดิษฐานพระประธานขนาดใหญ่ เป็นพระพุทธรูปหินทรายขาวปางมารวิชัย พระเศียรรัศมีเป็นเปลว ชายสังฆาฏิเป็นเขี้ยวตะขาบหยักหลายชั้นยาวจรดพระนาภี นิ้วพระหัตถ์ยาวเสมอกัน พระพุทธรูปประธานนี้ทางวัดได้ทาสีขาวทับเมื่อปฏิสังขรณ์ และยกสภาพจากวัดร้างเป็นวัดมีพระสงฆ์จำพรรษา หลวงพ่ออั้น เจ้าคณะตำบล ซึ่งเป็นผู้นำในการปฏิสังขรณ์ในขณะนั้นตั้งชื่อว่า พระพิชิตมารโมฬี และมีชื่อเรียกทั่วไปว่า หลวงพ่อขาว ที่ด้านข้างของฐานชุกชีทั้งสองด้านประดิษฐานพระอัครสาวก ถัดจากพระอัครสาวกไปทางด้านขวาของพระประธานเป็นศาลเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ส่วนทางด้านซ้ายของพระประธานเป็นศาลเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) อุโบสถ อุโบสถวัดสมณโกฏฐารามตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของปรางค์ประธาน ตัวอุโบสถมีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูน ฐานเป็นฐานบัวลูกแก้วอกไก่ตั้งบนฐานหน้ากระดานสูง ๙ เมตร ในชั้นแรกถัดขึ้นไปเป็นชุดฐานบัวลูกแก้วอกไก่ที่รองรับส่วนของผนังทึบ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีรูปทรงแอ่นโค้งในลักษณะคล้ายเรือสำเภาทั้งทั้งด้านกว้างและด้านยาวของตัวอาคาร โดยสังเกตเห็นได้ชัดตั้งแต่ส่วนฐานขึ้นไปจนถึงส่วนยอด อุโบสถนี้เป็นอาคารที่มีมุขลด โดยมุขทางด้านตะวันออก – ตะวันตก สูงกว่าผนังด้านเหนือ – ใต้ บัวหัวเสาทำเป็นบัวแวงเหมือนกับวิหารของวัดกุฎีดาว แผนผังของอุโบสถเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๖ เมตร เป็นอาคารขนาด ๗ ห้องเสา ทำเป็นอาคารที่สร้างมุขยื่นทางด้านหน้าและหลัง แต่ที่มุขทั้งสองสร้างเป็นผนังทึบแทนที่จะเป็นมุขโปร่ง มุขทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก กว้าง ๔ เมตร ยาว ๑๐ เมตร ส่วนของเสาอิงผนังที่เหลือ สูงสุด ๑๕, ๑๑ และ ๙ เมตร ตามลำดับ เท่ากัน ที่ผนังด้านทิศตะวันตกซึ่งเป็นด้านหน้าปรากฏซุ้มหน้าต่างซึ่งมีแห่งเดียวเท่านั้น ลักษณะของหน้าต่างก่อเป็นซุ้ม ทรงบันแถลง กรอบหน้าบันมีชั้นเดียว ภายในซุ้มหน้าบันมีร่องรอยของการฉาบปูนซึ่งน่าจะมีการลงรักปิดทอง สำหรับที่ปนังทางทิศเหนือ- ใต้นั้น ส่วนของเสาอิงผนังที่เหลือสูงสุด เฉลี่ยประมาณ ๑๒ เมตร ปรากฏซุ้มประตูทางเข้าด้านละ ๒ แห่ง กว้างประมาณ ๑.๕๐ เมตร เท่ากัน เหนือผนังขึ้นไปเป็นหลังคาซึ่งสร้างครอบในสมัยปัจจุบัน สภาพภายในของอุโบสถซึ่งปัจจุบันยังคงใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่นั้น มีการเทปูนคอนกรีตทับพื้น, ฐานชุกชี และเสาเดิม สำหรับเสาภายในไม่ปรากฏให้เห็นเนื่องจากได้มีการสร้างทับตรงตำแหน่งเดิม แต่จากรูปแบบของอาคารที่มีขนาดกว้าง และยาวอย่างมากจึงน่าจะมีเสารองรับเครื่องบนหลังคาที่ทำด้วยไม้ซึ่งพังทลายลงหมดแล้ว และจากรูปแบบบัวหัวเสาที่เป็นบัวแวงและรูปแบบสถาปัตยกรรมคล้ายกับวิหารของวัดกุฎีดาวดังกล่าว เสาภายในของอุโบสถหลังนี้น่าจะเป็นเสาสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ส่วนที่ฐานชุกชีนั้นไม่สามารถทำการขุดแต่งตรวจสอบได้ เนื่องจากยังคงมีการใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ประกอบกับมีพระประธานขนาดใหญ่และพระพุทธรูปตั้งเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก บริเวณด้านนอกรอบอุโบสถมีใบเสมาตั้งอยู่บนฐานแปดเหลี่ยม ใบเสมามีทั้งหมด ๘ หลัก ด้านหน้า ๑ หลัก ด้านหลัง ๑หลัก และด้านข้างด้านละ ๓ หลัก จัดเป็นเสมาขนาดกลางแบบเสมานั่งแท่น โดยมีรูปแบบแตกต่างกันถึง ๓ แบบ คือ แบบที่ ๑ เสมาหินทรายแดง เป็นแบบที่มีอยู่มากที่สุด ลักษณะเป็นใบเสมาแบบเก่าที่ฐานสลักลายเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ๒ ช่อง กึ่งกลางช่องสลักลวดลายพรรณพฤกษาในกรอบรูปทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ตรงเอวใบเสมาไม่มีตัวเหงา กึ่งกลางใบเสมาสลักลายในกรอบทรงสามเหลี่ยม และตกแต่งลายลูกน้ำเป็นเส้นขอบรอบตัวเสมากับลายสามเหลี่ยมกลางเสมา ส่วนบนยอดสุดของใบเสมาสลักลายพรรณพฤกษา กึ่งกลางเป็นลายดอกบัวในรูปวงกลม ซึ่งนายสันติ เล็กสุขุม สรุปไว้ในเรื่อง ลวดลายปูนปั้นแบบอยุธยาตอนปลาย (พ.ศ. ๒๑๗๒ - ๒๓๑๐) ว่า “ลายดอกบัวมีต้นแบบจากศิลปะจีนมาแพร่หลายอยู่ในศิลปะไทย ตั้งแต่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เช่นที่ประดับปรางค์ประธานวัดมหาธาตุ ลพบุรี และที่ปรากฏอยู่ในงานประดับของศิลปะทางภาคเหนือ รวมทั้งที่ทางสุโขทัยด้วย” แบบที่ ๒ เสมาหินทรายขาว มีลักษณะเอวเสมาคอดเล็ก มีตัวเหงา ๒ ข้าง มีแถบเส้นกลางสลักลวดลายที่บริเวณเชิงใบเสมา ที่ทับทรวง และส่วนยอดของใบเสมา ลักษณะโค้งแหลมกว่าแบบแรก แบบที่ ๓ เสมาหินชนวน เสมาหินชนวนอยู่ในสภาพชำรุด มีการสลักเป็นลายเส้นลวดตามขอบ แถบเส้นกลาง ส่วนยอดเหลือเพียงฐานของเม็ดทรงมัณฑ์ เจดีย์ทรงระฆัง ตั้งอยู่ระหว่างปรางค์ประธานและอุโบสถ ภายหลังการขุดแต่งพบว่าเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ฐานกลม ตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยมสามชั้นลดหลั่นกันขึ้นไป ถัดขึ้นไปเป็นชุดฐานบัว ถลา ซึ่งมีการพังทลายอย่างมาก ถัดขึ้นไปเป็นชุดฐานรองรับองค์ระฆังเตี้ย ลักษณะขององค์ระฆังเป็นองค์รูปแบบที่เป็นแบบอยุธยาตอนต้น เหนือองค์ระฆังเป็นบัลลังก์สี่เหลี่ยมมีลวดลายปูนปั้นระดับผนังบัลลังก์ทั้งสี่ด้าน ซึ่งเป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้นโดยได้รับอิทธิพลลวดลายประดับแบบสุโขทัย ถัดขึ้นไปเป็นก้านฉัตรและเสาหาน เหนือขึ้นไปเป็นปล่องไฉน จากการขุดตรวจสอบที่ฐาน พบว่ามีการสร้างทับบนฐานเดิม ขนาดกว้างยาวที่ฐานเท่าเดิม เพียงแต่เป็นการยกระดับที่พื้นฐานให้สูงกว่าเดิม ประมาณ ๕๐ เซนติเมตร เป็นการก่อขยายตามรูปแบบทางสถาปัตยกรรมเดิมของเจดีย์ เพื่อขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย แต่จาการเปรียบเทียบรูปแบบเจดีย์ที่มีการพอกทับสองครั้งดังกล่าว ยังคงเป็นรูปแบบของเจดีย์ทรงระฆังในสมัยอยุธยาตอนต้นอยู่ โดยสรุป เจดีย์องค์นี้ในสมัยแรกก่อนที่จะมีการปรับพื้นยกระดับขึ้นจากเดิมนั้น สัดส่วนของฐานและองค์ระฆังกับส่วนยอดยังได้สัดส่วนที่เหมาะสมทางสถาปัตยกรรมอยู่ แต่เมื่อมีการปรับยกพื้นบริเวณวัดในสมัยหลังขึ้นมาอีก ประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ในลักษณะเป็นการก่อพอกตามสัดส่วนของรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยเดิม ไม่ได้ก่อขึ้นใหม่ตามส่วนของฐานที่ยกพื้นสูงขึ้น จึงทำให้รูปแบบของเจดีย์องค์นี้ เป็นเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนฐานเตี้ยไม่ได้สัดส่วนสวยงามนัก ปรางค์ประธาน จากผลการขุดแต่งพบเฉพาะส่วนฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อเก็จ ซึ่งมุมกลางมีขนาดใหญ่ขนาดของฐานในแนวเหนือ – ใต้ กว้าง ๑๗.๕๐ เมตร ส่วนแนวตะวันออก – ตะวันตก กว้าง ๒๐ เมตร มีมุขยื่นออกมาทางด้านทิศตะวันออก มีบันไดทางขึ้น ๒ ข้างที่ทางด้านมุขทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว มีความสูงจากระดับพื้น ถึงส่วนที่เหลืออยู่ประมาณ ๑๑ เมตร ฐานเขียงชั้นแรก สูง ๑ เมตร ถัดขึ้นไปเป็นชุดฐานบัวลูกแก้วรองรับส่วนฐานของชั้นที่ ๒ โดยมีพื้นปูกระเบื้องดินเผาสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด ๓๒ x ๓๒ เซนติเมตร ปูอยู่บนลานทักษิณชั้นแรก ตั้งแต่ส่วนฐานชั้นที่ ๒ ขึ้นไปมีการพังทลายลงจนหมดคงเหลือแต่ส่วนแกนในของฐานปรางค์เท่านั้น ฐานปรางค์ด้านทิศเหนือปรากฏการพังทลายมากกว่าด้านอื่น เนื่องจากการลักลอบขุดเจาะหาโบราณวัตถุในสมัยปัจจุบัน ปรากฏให้เห็นฐานของเจดีย์องค์เดิมที่ถูกปรางค์สร้างครอบทับ ปรางค์ประธานมีระเบียงคดล้อมรอบ และต่อเชื่อมกับท้ายวิหารทางด้านทิศตะวันออกทางด้านทิศตะวันตกของระเบียงคดพบแนวเสากลมฉาบปูนเป็นแปดเหลี่ยม ปรากฏบันไดทางขึ้นทั้งสองข้างด้านทิศตะวันออกของระเบียงคด ส่วนอีกสามด้านพบร่องรอยของบันได ด้านละ ๕ แห่ง ระเบียงคดมีความกว้างทางทิศตะวันออก ๕ เมตร ส่วนอีกสามด้านมีขนาดความกว้าง ๖.๕๐ เมตร ระเบียงคดล้อมรอบปรางค์มีขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด ๔๕ x ๔๕ เมตร ที่จุดกึ่งกลางของระเบียงคดด้านในพบฐานของซุ้มประตูทางเข้าเป็นเพียงฐานของชุดบัวคว่ำอยู่ติดกับพื้น มีแนวร่องน้ำเป็นขอบเขตภายในของระเบียงคดร่องน้ำเแนวร่องรูปสามเหลี่ยมวางอิฐในแนวตั้ง ใช้อิฐวางในแนวนอนปิดทับหน้าแล้วฉาบปูนทับอีกชั้นหนึ่ง แนวร่องน้ำจะล้อมรอบซุ้มประตูทางเข้าภายในทั้งสามด้วย จากการขุดตรวจที่ฐานปรางค์ประธาน พบเพียงฐานชั้นแรกของโบราณสถานองค์เดิมเท่านั้น นอกนั้นพังทลายลงจะเกือบหมด เป็นเทคนิคการก่ออิฐสอดิน (ขนาดของอิฐ ๕ x ๑๕ x ๓๐ เซนติเมตร) ฐานชั้นแรกมีความสูงประมาณ ๒.๕๐ เมตร ส่วนฐานชั้นถัดไปไม่ปรากฏร่องรอยแน่ชัด สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นส่วนฐานของเจดีย์สมัยแรกนี้ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณเหนือฐานไพฑีที่ต่อเชื่อมกับเจดีย์มุม ซึ่งเป็นเจดีย์ที่มีฐานย่อมุมไม้สิบสอง โดยน่าจะมีบันไดทางขึ้นสู่ฐานประทักษิณที่จุดกึ่งกลาง ฐานทั้ง ๔ ทิศ สูงประมาณ ๕๐ เซนติเมตร จากพื้นระดับแรกสุด ฐานย่อเก็จถูกรองรับด้วยฐานประทักษิณซึ่งเชื่อมกับจุดกึ่งกลางของเจดีย์มุมทั้ง ๔ องค์ เจดีย์มุมทั้ง ๔ องค์ที่ฐานของปรางค์ประธาน มีดังนี้ - เจดีย์มุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นเจดีย์ประจำมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปรางค์ประธาน ฐานที่เหลืออยู่มีความสูงประมาณ ๒ เมตร สภาพส่วนบนพังทลาย คงเหลือหลักฐานเฉพาะส่วนฐาน เป็นฐานของเจดีย์ทรงกลมที่ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาด ๕.๕๐ x ๕.๕๐ เมตร ฐานชั้นแรกมีความสูงจากพื้นดินหลังการขุดแต่งประมาณ ๑ เมตร ถัดขึ้นไปเป็นฐานเขียงสี่เหลี่ยมลดหลั่นอีกสองชั้นรองรับชุดฐานเขียงกลมสามชั้น ถัดขึ้นไปเป็นชุดฐานปัทม์รองรับบัวถลาและมาลัยเถา ส่วนบนถัดจากนี้พังทลายลงจนหมด เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบกับเจดีย์มุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งมีสภาพสมบูรณ์กว่าเจดีย์มุมองค์อื่นและวิเคราะห์จากสัดส่วนทางสถาปัตยกรรมที่เหลืออยู่สันนิษฐานว่าองค์ระฆังน่าจะเป็นทรงกรวย - เจดีย์มุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเจดีย์ประจำมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ ปรางค์ประธานฐานที่เหลืออยู่มีความสูงประมาณ ๒.๕๐ เมตร สภาพส่วนบนพังทลาย คงเหลือหลักฐานเฉพาะส่วนฐานเป็นฐานของเจดีย์ทรงกลม ตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาด ๕.๕๐ x ๕.๕๐ เมตร ฐานชั้นแรกมีความสูงจากพื้นดินหลังการขุดแต่งประมาณ ๑ เมตร ถัดขึ้นไปเป็นฐานเขียงสี่เหลี่ยมลดหลั่น อีกสองชั้น รองรับชุดฐานเขียงกลมสามชั้น ถัดขึ้นไปเป็นชุดฐานปัทม์รองรับบัวถลาและมาลัยเถา ส่วนบนถัดจากนี้พังทลายลงจนหมด เมื่อเปรียบเทียบกับเจดีย์มุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งมีสภาพสมบูรณ์กว่าและวิเคราะห์จากสัดส่วนของสถาปัตยกรรมที่ยังเหลืออยู่ สันนิษฐานว่าองค์ระฆังคงจะเป็นทรงกรวยเช่นเดียวกับเจดีย์มุมประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ - เจดีย์มุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นเจดีย์ประจำมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเจดีย์ประธาน ฐานที่เหลืออยู่มีความสูงประมาณ ๓.๕๐ เมตร เป็นเจดีย์ที่มีสภาพสมบูรณ์กว่าเจดีย์มุมองค์อื่น มีความสูงประมาณ ๓ เมตร สภาพส่วนบนพังทลายคงเหลือหลักฐานเฉพาะส่วนฐาน เป็นฐานของเจดีย์ทรงกลมที่ตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด ๖ x ๖ เซนติเมตร ฐานชั้นแรกมีความสูงจากพื้นดินหลังการขุดต่งประมาณ ๑ เมตร ถัดขึ้นไปเป็นฐานเขียงสี่เหลี่ยมลดหลั่นอีกสองชั้นรองรับชุดฐานเรียงกลมสามชั้น ถัดขึ้นไปเป็นชุดฐานปัทม์รองรับบัวถลาและมาลัยเถา ส่วนบนถัอจากนี้พังทลายลงจนหมด เมื่อวิเคราะห์จากสัดส่วนทางสถาปัตยกรรมที่เหลืออยู่ สันนิษฐานว่าองค์ระฆังน่าจะเป็นทรงกรวย - เจดีย์มุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นเจดีย์ประจำมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือของปรางค์ประธาน ฐานที่เหลืออยู่มีความสูงประมาณ ๒ เมตร สภาพส่วนบนพังทลายและคงเหลือหลักฐานเฉพาะส่วนฐาน ซึ่งเป็นฐานของเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด ๖ x ๖ เซนติเมตร ฐานชั้นแรกมีความสูงจากพื้นดินหลังการขุดแต่งประมาณ ๑ เมตร ถัดขึ้นไปเป็นฐานเขียงสี่เหลี่ยมลดหลั่นอีกสองชั้นรองรับฐานเขียงกลมสามชั้น ถัดขึ้นไปเป็นชุดฐานปัทม์รองรับบัวถลาและมาลัยเถา ส่วนบนถัดจากนี้พังทลายจนหมด จากการเปรียบเทียบกับเจดีย์มุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งมีสภาพสมบูรณ์กว่าเจดีย์มุมองค์อื่น และวิเคราะห์จากสัดส่วนทางสถาปัตยกรรมที่เหลืออยู่ สันนิษฐานว่าองค์ระฆังของเจดีย์มุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือน่าจะเป็นทรงกรวยเช่นเดียวกัน จากการขุดตรวจสอบที่ฐานเจดีย์มุมทั้ง ๔ องค์ ลงไปที่ระดับความลึก ๐.๕๐ เมตร จากระดับพื้นหลังการขุดแต่งพบว่าเจดีย์มุมทั้ง ๔ องค์ ได้สร้างทับอยู่บนตำแหน่งของเจดีย์มุมที่มีอยู่แต่เดิม ซึ่งเป็นเจดีย์มุมสมัยแรกพบฐานย่อมุมไม้สิบสองลดหลั่นกันสามชั้น ที่มุมภายในต่อเชื่อมกับขอบของลานทักษิณของปรางค์ประธานที่สร้างในสมัยแรก ส่วนรูปทรงของเจดีย์มุมที่สร้างในสมัยแรกไม่ปรากฏจากหลักฐานการขุดแต่งซึ่งคงถูกรื้อแล้วสร้างทับบนตำแหน่งเดิม โบราณวัตถุที่ขุดพบจากการขุดแต่งตามบริเวณฐานเจดีย์ดังกล่าว ได้แก่ กระเบื้องเชิงชายดินเผา ชิ้นส่วนกระเบื้องเชิงเคลือบ ลวดลายปูนปั้นประดับสถาปัตยกรรม ลวดลายกระเบื้องเคลือบ และชิ้นส่วนของพระพุทธรูปหินทราย กำแพงแก้วและซุ้มประตูด้านตะวันตก ปัจจุบันยังเหลือซากกำแพงแก้วเขตพุทธาวาสทางด้านตะวันตก และซุ้มประตูด้านตะวันตก ซึ่งล้วนก่ออิฐสอปูนทั้งสิ้น ประตูแบบจัตุรมุข ซุ้มแบบหน้านาง ลานภายในเขตกำแพงแก้วยังมีร่องรอยของศิลาแลงที่ใช้ปูพื้น และมีซากพระพุทธรูปหินจำหลักกองอยู่ประปรายที่ข้างอุโบสถและเนินโบราณสถาน วัดสมณโกฏฐารามได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานของชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ แหล่งข้อมูล:www.literatureandhistory.go.th

PostHeaderIcon วัดโลกยสุธา

วัดโลกยสุธา อยู่ใกล้กับเจดีย์พระศรีสุริโยทัย ใช้เส้นทางถนนหลังพลับพลาตรีมุขในบริเวณพระราชวังโบราณผ่านวัดวรโพธิ์และวัดวรเชษฐารามเข้าไปจนถึงพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ซึ่งตั้งอยู่กลางแจ้ง พระพุทธไสยาสน์องค์นี้มีขนาดใหญ่ที่สุดของพระนครศรีอยุธยา
วัดแห่งนี้อยู่ใกล้กับเขตพระราชวังโบราณและวัดพระศรีสรรเพชญ์ ด้วยเค้าโครงของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่หลงเหลือในพระอารามร้างที่ถูกผลาญด้วยไฟแห่งสงครามนั้น แสดงให้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของวัดโลกยสุธารามในอดีต เช่น ฐานรากที่เหลืออยู่ของพระวิหารขนาดใหญ่ถึง 9 ห้องที่ตั้งอยู่ตรงกลาง มีความยาวถึง 49.50 เมตร กว้าง 20.10 เมตร มีมุขยื่นออกมาทั้งสองด้าน พระประธานขนาดใหญ่ที่ชำรุดเสียหายเหลือเพียงฐานด้านหลังพระอุโบสถ ยังมีพระปรางค์องค์ใหญ่สูงถึง 30 เมตร และมีแนวกำแพงแก้วล้อมรอบเขตพุทธาวาสทั้งหมด สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้ได้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนครินทราธิราช พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 6 แห่งกรุงศรีอยุธยา ผู้ทรงเป็นพระราชบิดาเจ้าสามพระยา


พระพุทธไสยาสน์ประดิษฐานอยู่นอกพระระเบียงคดด้านหลังของวัด องค์พระก่ออิฐถือปูน หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ มีความโดดเด่นตรงที่พระเศียรซึ่งทำเป็นดอกบัวซ้อนกันรองรับไว้แทนพระเขนย พระบาทซ้อนกันเป็นมุมฉาก องค์พระมีความยาว 42 เมตร และสูง 8 เมตร นิ้วพระบาทมีความยาวเท่ากัน เดิมองค์พระนั้นประดิษฐานในพระวิหาร ซึ่งได้พังทลายลงไปเหลือเพียงเสาอิฐรูป 8 เหลี่ยมเพียง 24 ต้น องค์พระนอนนี้ได้ทรุดโทรมลงและได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญในสมัยของจอมพล ป.พิบูลย์สงครามในปี พ.ศ. 2499
ความเชื่อและวิธีการบูชา ทุกวันนี้วัดโลกยสุธารามมักมีผู้เดินทางมาสักการะพระพุทธไสยาสน์อยู่เสมอ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ยังมีความเชื่อแพร่หลายในหมู่ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาว่าการได้มานมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดโลกยสุธารามซึ่งมีพระพักตร์ที่เปี่ยมด้วยเมตตาบารมี ถือเป็นดังนิมิตหมายอันดีที่ช่วยส่งเสริมสิริมงคลในชีวิต และให้คุณค่าด้านเมตตามหานิยมแก่ผู้นั้นด้วย

PostHeaderIcon วัดภูเขาทอง

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างจากพระราชวังหลวงไปประมาณ 2 กิโลเมตร สามารถใช้เส้นทางเดียวกับทางไปจังหวัดอ่างทอง ทางหลวงหมายเลข 309 กิโลเมตรที่ 26 จะมีป้ายบอกทางแยกซ้ายไปวัดนี้ วัดภูเขาทองนี้หนังสือคำให้การชาวกรุงเก่ากล่าวว่า พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเป็นผู้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2112 คราวยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ในเวลาที่ประทับอยู่พระนครศรีอยุธยาได้สร้างพระเจดีย์ภูเขาทองใหญ่แบบมอญขึ้นไว้เป็นที่ระลึกเมื่อคราวรบชนะไทย โดยรูปแบบของฐานเจดีย์มีลักษณะคล้ายกับแบบมอญพม่า สันนิษฐานว่าสร้างเจดีย์องค์นี้ขึ้นเพื่อชัยชนะแต่ทำได้เพียงรากฐาน แล้วยกทัพกลับ ครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกอบกู้เอกราชกลับคืนมาเมื่อ พ.ศ. 2127 จึงโปรดเกล้าให้สร้างเจดีย์แบบไทยไว้เหนือฐานแบบมอญและพม่าที่สร้างเพียงรากฐานไว้  ณ สมรภูมิทุ่งมะขามหย่อง ฝีมือช่างมอญเดิมจึงปรากฏเหลือเพียงฐานทักษิณส่วนล่างเท่านั้น เจดีย์ภูเขาทองจึงมีลักษณะสถาปัตยกรรมสองแบบผสมกัน ปัจจุบันกรมศิลปากรได้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงม้าบริเวณด้านหน้าวัดภูเขาทอง 





PostHeaderIcon วัดราชบูรณะ

อยู่เชิงสะพานป่าถ่าน ตรงข้ามวัดมหาธาตุ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1967 ณ บริเวณที่ถวายพระเพลิงเจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยาซึ่งชนช้างกันจนถึงแก่พิราลัยและโปรดเกล้าฯให้ก่อเจดีย์ 2 องค์บริเวณนั้น เมื่อคราวเสียกรุงวัดนี้และวัดมหาธาตุถูกไฟไหม้เสียหายมาก ซากที่เหลืออยู่แสดงว่าวิหารและส่วนต่างๆ ของวัดนี้ใหญ่โตมาก วิหารหลวงมีขนาดยาว 63 เมตร กว้าง 20 เมตร ด้านหน้ามีบันไดขึ้น 3 ทาง ที่ผนังวิหารเจาะเป็นบานหน้าต่าง ปัจจุบันยังปรากฏซากของเสาพระวิหารและฐานชุกชีพระประธานเหลืออยู่ 



พระปรางค์ประธาน เป็นศิลปะอยุธยาสมัยแรกซึ่งนิยมสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมขอมที่ให้พระปรางค์เป็นประธานของวัด ช่องคูหาของพระปรางค์มีพระพุทธรูปยืนปูนปั้นประดิษฐานช่องละ 1 องค์ องค์ปรางค์ประดับด้วยปูนปั้นรูปครุฑ ยักษ์ เทวดา นาค พระปรางค์องค์นี้มีลวดลายสวยงามมาก ภายในกรุปรางค์มีห้องกรุ 2 ชั้น สามารถลงไปชมได้ ชั้นบนมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเลือนลาง ชั้นล่างซึ่งเคยเป็นที่เก็บเครื่องทอง มีภาพจิตรกรรมเขียนด้วยสีแดงชาดปิดทองเป็นรูปพระพุทธรูปปางลีลาและปางสมาธิ รวมทั้งรูปเทวดาและรูปดอกไม้เมื่อ 

พ.ศ. 2500 คนร้ายได้ลักลอบขุดโบราณวัตถุที่ฝังไว้ในกรุปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ โดยขุดเจาะจากพื้นคูหาเรือนธาตุลงไปพบห้องที่ฝังโบราณวัตถุไว้ 2 ห้อง ต่อมาทางราชการติดตามจับคนร้ายและยึดโบราณวัตถุได้เพียงบางส่วน โบราณวัตถุในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะทำด้วยทองคำ สำริด หิน ดินเผาและอัญมณี เมื่อกรมศิลปากรขุดแต่งพระปรางค์วัดราชบูรณะต่อ ได้นำโบราณวัตถุที่มีค่าไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ซึ่งสร้างโดยเงินบริจาคจากการนำพระพิมพ์ขนาดเล็กที่ได้จากกรุนี้มาจำหน่ายเป็นของชำร่วย วัดนี้เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30–16.30 น. ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท หรือสามารถซื้อบัตรรวมได้ ชาวไทย 60 บาท ชาวต่างประเทศ 180 บาท โดยบัตรนี้สามารถเข้าชมวัดและพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้  ภายในระยะเวลา 30 วัน อันได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังหลวง  วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพระราม วัดไชยวัฒนาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยาและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม   
หมายเหตุ  ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.30- 21.00 น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน

PostHeaderIcon วัดเสนาสนาราม

อยู่ทางด้านหลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม เป็นวัดโบราณเดิมชื่อ "วัดเสื่อ" พระอุโบสถเป็นสถาปัตยกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา ลักษณะพระอุโบสถมีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้าพระอุโบสถหันหน้าสู่ทิศตะวันออก มีพระยืนประดิษฐานอยู่บนหน้าบันทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นภาพปั้นลงรักปิดทอง เป็นรูปช้างเอราวัณขนาบด้วยแตร เหนือเศียรช้างเอราวัณเป็นพระอลัญจกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ 2 องค์ คือ "พระสัมพุทธมุนี" เป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัย สมัยอยุธยาลงรักปิดทอง ขนาดหน้าตักกว้าง 2 ศอก 2 นิ้ว สูง 3 ศอก 1 นิ้วประดิษฐานเหนือบุษบกปูนปั้นลงรักปิดทอง  ฝาผนังพระอุโบสถเป็นภาพจิตรกรรม ด้านบนเป็นภาพของเทพและอัปสรที่มาบูชาพระประธาน ระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพพระราชพิธีสิบสองเดือนซึ่งหาชมได้ยาก ผนังด้านหน้าภายในพระอุโบสถมีพระบรมฉายาลักษณ์ทรงเครื่องต้นเฉลิมพระมหาพิชัยมงกุฎประทับเหนือพระราชบัลลังก์ในกรอบไม้สัก


วิหารพระพุทธไสยาสน์  อยู่ติดกับพระเจดีย์องค์ใหญ่ ซึ่งพระวิหารนี้สร้างขวางกับแนวพระอุโบสถ พระพุทธไสยาสน์เป็นศิลปะแบบอยุธยา ประกอบด้วยศิลาเป็นท่อนๆ นำมาเรียงต่อกันแล้วสลักเป็นองค์พระมีขนาดยาว 14.12 เมตร แต่เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดพระมหาธาตุ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างวิหารพระนอนขึ้นในวัด แล้วอัญเชิญพระพุทธไสยาสน์จากวัดมหาธาตุมาประดิษฐานไว้ที่วัดนี้



พระอินทร์แปลง  เป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัยที่อัญเชิญมาจากนครเวียงจันทน์เมื่อปี พ.ศ.2401 หน้าตักกว้าง 2 ศอกเศษ สูง 3 ศอกเศษ ประดิษฐานอยู่ในวิหารซึ่งติดกับวิหารพระพุทธไสยาสน์ มีตำนานเล่ากันว่า พระอินทร์แปลงทรงแปลงร่างมาสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ ด้านหลังพระอินทร์แปลงเป็นซุ้มศรีมหาโพธิ์ ภายในพระวิหารปูด้วยกระเบื้องหินอ่อน ทั้งสองข้างองค์พระอินทร์แปลงยกพื้นเป็นอัฒสงฆ์ พร้อมทั้งมีธรรมาสน์หินปิดทอง 2 แท่น ฝาผนังภายในพระวิหารด้านบน เป็นภาพวาดรูปทวยเทพบูชาองค์พระอินทร์แปลงและระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพวาดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของประชาชนอันเกี่ยวเนื่องด้วยวัดและพระศาสนา บานหน้าต่างเป็นภาพลายรดน้ำเป็นรูปสัตว์ 10 อย่างที่ภิกษุไม่ควรบริโภค


พระเจดีย์  ตั้งอยู่ด้านหลังพระอุโบสถ เป็นพระเจดีย์ทรงระฆังคว่ำก่ออิฐฉาบปูนศิลปะสมัยอยุธยา สูงประมาณ 13 วาเศษ มีฐานทักษิณสี่เหลี่ยม 

PostHeaderIcon วัดใหญ่ชัยมงคล



เดิมชื่อวัดป่าแก้วหรือวัดเจ้าพระยาไทย ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก จากกรุงเทพฯ เข้าตัวเมืองอยุธยาแล้วจะเห็นเจดีย์วัดสามปลื้ม (เจดีย์กลางถนน) ให้เลี้ยวซ้ายตรงไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นวัดใหญ่ชัยมงคลอยู่ทางซ้ายมือ วัดนี้ตามข้อมูลประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าพระเจ้าอู่ทองทรงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1900 สำหรับเป็นสำนักของพระสงฆ์ซึ่งไปบวชเรียนมาแต่สำนักพระวันรัตน์มหาเถรในประเทศลังกา คณะสงฆ์ที่ไปศึกษาพระธรรมวินัยเรียกนามนิกายในภาษาไทยว่า “คณะป่าแก้ว” วัดนี้จึงได้ชื่อว่า วัดคณะป่าแก้ว ต่อมาเรียกให้สั้นลงว่า “วัดป่าแก้ว”  ต่อมาคนเลื่อมใสบวชเรียนพระสงฆ์นิกายนี้  พระราชาธิบดีจึงตั้งอธิบดีสงฆ์นิกายนี้เป็นสมเด็จพระวันรัตน์มีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายขวาคู่กับพระพุทธโฆษาจารย์เป็นอธิบดีสงฆ์ฝ่ายคันถธุระมีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายซ้าย หลังจากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น“วัดเจ้าพระยาไทย” สันนิษฐานว่ามาจากที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงสร้างวัดป่าแก้วขึ้น ณ บริเวณที่ซึ่งได้ถวายพระเพลิงพระศพของเจ้าแก้วเจ้าไทยหรืออาจมาจากการที่วัดนี้เป็นที่ประทับของพระสังฆราชฝ่ายขวา ซึ่งในสมัยโบราณเรียกพระสงฆ์ว่า “เจ้าไทย” ฉะนั้นเจ้าพระยาไทยจึงหมายถึงตำแหน่งพระสังฆราช


PostHeaderIcon วัดมหาธาตุ

ตั้งอยู่เชิงสะพานป่าถ่าน ทางทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ์ พงศาวดารบางฉบับกล่าวว่าวัดนี้สร้างในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ต่อมาสมเด็จพระราเมศวรโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัดเมื่อ พ.ศ.1927 พระปรางค์วัดมหาธาตุถือเป็นปรางค์ที่สร้างในระยะแรกของสมัยอยุธยาซึ่งได้รับอิทธิพลของปรางค์ขอมปนอยู่ ชั้นล่างก่อสร้างด้วยศิลาแลงแต่ที่เสริมใหม่ตอนบนเป็นอิฐถือปูน สมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้ทรงปฏิสังขรณ์พระปรางค์ใหม่โดยเสริมให้สูงกว่าเดิม แต่ขณะนี้ยอดพังลงมาเหลือเพียงชั้นมุขเท่านั้น จึงเป็นที่น่าเสียดายเพราะมีหลักฐานว่าเป็นปรางค์ที่มีขนาดใหญ่มากและก่อสร้างอย่างวิจิตรสวยงามมากเมื่อ พ.ศ. 2499 กรมศิลปากรได้ขุดแต่งพระปรางค์แห่งนี้ พบของโบราณหลายชิ้นที่สำคัญ คือ ผอบศิลา ภายในมีสถูปซ้อนกัน 7 ชั้น แบ่งออกเป็น ชิน เงิน นาก ไม้ดำ ไม้จันทร์แดง แก้วโกเมน และทองคำ ชั้นในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเครื่องประดับอันมีค่า ปัจจุบันพระบรมสารีริกธาตุนำไปประดิษฐานไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา สิ่งที่น่าสนใจในวัดอีกอย่างคือ เศียรพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งมีรากไม้ปกคลุมเข้าใจว่าเศียรพระพุทธรูปนี้จะหล่นลงมาอยู่ที่โคนต้นไม้ในสมัยเสียกรุงจนรากไม้ขึ้นปกคลุมมีความงดงามแปลกตาไปอีกแบบ

การเดินทาง จากกรุงเทพฯ เข้าตัวเมืองอยุธยาแล้วข้ามสะพานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชตรงไปจนถึงสี่แยกไฟแดงที่ 2 เลี้ยวขวาตรงไปไม่ไกลนัก ผ่านบึงพระราม จะเห็นวัดมหาธาตุอยู่ทางซ้ายมือ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30–16.30 น. ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท หรือสามารถซื้อบัตรรวมได้ ชาวไทย 60 บาท ชาวต่างประเทศ 180 บาท โดยบัตรนี้สามารถเข้าชมวัดและพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ ภายในระยะเวลา 30 วัน อันได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังหลวง วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพระราม วัดไชยวัฒนาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยาและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม หมายเหตุ ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.30-21.00น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน

PostHeaderIcon วังหลัง

ตั้งอยู่ริมกำแพงพระนครศรีอยุธยาด้านทิศตะวันตก ตรงข้ามกับวัดกษัตราธิราช เดิมเป็นอุทยานสำหรับเสด็จประพาสเป็นครั้งคราวเรียกว่า สวนหลวง และมีเพียงตำหนักที่พัก ต่อมาในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพิ่มเติมเป็นพระราชวังเพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเอกาทศรถ หลังจากนั้นได้กลายเป็นที่ประทับของเจ้านายในพระราชวงศ์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเจดีย์พระศรีสุริโยทัย

PostHeaderIcon เจดีย์พระศรีสุริโยทัย

อยู่ในเกาะเมืองด้านทิศตะวันตก ติดกับสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 3 ถนนอู่ทอง พระเจดีย์แห่งนี้เป็นโบราณสถานที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็นอนุสรณ์สถานของวีรสตรีไทยพระองค์แรก สมเด็จพระสุริโยทัยซึ่งสิ้นพระชนม์ในการทำสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระเจ้าแปรและเป็นการยืนยันเกียรติแห่งสตรีไทยที่ได้รับการยกย่องจากสังคมไทยมาแต่ครั้งบรรพกาล

PostHeaderIcon พระนครศรีอยุธยา

417 ปีแห่งการเป็นราชธานีเก่าแก่ของสยามประเทศ ประกอบด้วย 5 ราชวงศ์ คือ ราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ราชวงศ์สุโขทัย ราชวงศ์ปราสาททอง และราชวงศ์บ้านพลูหลวง มีกษัตริย์ปกครองทั้งสิ้น 33 พระองค์ โดยมีปฐมกษัตริย์ คือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) พระนครศรีอยุธยาจึงนับเป็นราชธานีที่มีอายุยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ตลอดระยะเวลา 417 ปี ที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแห่งราชอาณาจักรไทย มิได้เป็นเพียงช่วงแห่งความเจริญสูงสุดของชนชาติไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสรรค์อารยธรรมของหมู่มวลมนุษยชาติซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยประเทศอีกด้วย แม้ว่ากรุงศรีอยุธยาจะถูกทำลายเสียหายจากสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านหรือจากการบุกรุกขุดค้นของพวกเรากันเอง แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันนี้ยังมีร่องรอยหลักฐานซึ่งแสดงอัจฉริยภาพและความสามารถอันยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษแห่งราชอาณาจักรผู้อุทิศตนสร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรม และความมั่งคั่งไว้ให้แก่ผืนแผ่นดินไทย หรือแม้แต่ชาวโลกทั้งมวล จึงเป็นที่น่ายินดีว่าองค์การยูเนสโก้ โดยคณะกรรมการมรดกโลกได้มีมติรับนครประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีอาณาเขตครอบคลุมอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และเป็นพื้นที่ที่ได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 ไว้ในบัญชีมรดกโลก เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ณ กรุงคาร์เทจ ประเทศตูนีเซีย พร้อมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย-อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรโดยจะมีผลให้ได้รับความคุ้มครองตามอนุสัญญาที่ประเทศต่างๆได้ทำร่วมกัน จึงสมควรที่อนุชนรุ่นหลังจะได้ไปศึกษาเยี่ยมชมเมืองหลวงเก่าของเราแห่งนี้


สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาส่วนใหญ่เป็นโบราณสถาน ได้แก่ วัด และพระราชวังต่างๆ พระราชวังในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีอยู่ 3 แห่ง คือ พระราชวังหลวง วังจันทรเกษมหรือวังหน้า และวังหลัง นอกจากนี้ยังมีวังและตำหนักนอกอำเภอพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นที่สำหรับเสด็จประพาส ได้แก่ พระราชวังบางปะอิน ในเขตอำเภอบางปะอิน และตำหนักนครหลวง ในเขตอำเภอนครหลวง

ภูมิประเทศของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ แม่น้ำป่าสักไหลผ่านทางทิศตะวันออก และแม่น้ำลพบุรี (ปัจจุบันเป็นคลองเมือง)ไหลผ่านทางด้านทิศเหนือ แม่น้ำสามสายนี้ไหลมาบรรจบกันโอบล้อมรอบพื้นที่ของตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา ตัวเมืองจึงมีลักษณะเป็นเกาะ เราจะเห็นบ้านเรือนปลูกเรียงรายหนาแน่นตามสองข้างฝั่งแม่น้ำแสดงถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่ผูกพันอยู่กับสายน้ำมายาวนาน

จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 76 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ 2,556 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 16 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอนครหลวง อำเภอภาชี อำเภอบ้านแพรก อำเภอบางซ้าย อำเภอบางไทร อำเภอลาดบัวหลวง อำเภอบางบาล อำเภอมหาราช อำเภอบางปะหัน อำเภอเสนา อำเภออุทัย อำเภอบางปะอิน อำเภอผักไห่ อำเภอท่าเรือ และอำเภอวังน้อย